โปรเจกชันแมปปิง (Projection Mapping) คือการฉายภาพหรือวิดีโอลงบนพื้นผิวที่มีรูปทรงไม่แบน — เช่น อาคาร วัตถุ หรือเวที — เพื่อให้ภาพเข้ากับรูปทรงและสร้างภาพลวงตาหรือเรื่องราว บทความนี้จะอธิบายเทคนิคพื้นฐานและเทรนด์ที่นิยมใช้ในงานอีเวนต์และแบรนด์
โปรเจกชันแมปปิงทำงานอย่างไร
หลักการคือใช้ซอฟต์แวร์ “แมป” ภาพหรือวิดีโอให้ตรงกับมิติและมุมของพื้นผิวจริง ผ่านการวัดและปรับมุมฉาย (keystone และ warp) เพื่อให้ภาพไม่บิดหรือหลุดจากขอบ เมื่อฉายด้วยโปรเจกเตอร์ความสว่างและความละเอียดเพียงพอ จะได้ภาพที่ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุหรืออาคาร
เทคนิคหลักที่ควรรู้
การวัดและสร้างแบบจำลอง (Survey & 3D)
ต้องรู้ขนาด มุม และความโค้งของพื้นผิวจริง เพื่อสร้างแบบจำลองดิจิทัลแล้ว “ติด” ภาพให้ตรงกับแบบ
การแมปและ warp
ซอฟต์แวร์เช่น Resolume MadMapper หรือ TouchDesigner ใช้สำหรับ warp ภาพให้เข้ากับแบบจำลองและทดสอบกับแสงจริง
ความสว่างและจำนวนโปรเจกเตอร์
พื้นผิวใหญ่หรือมีแสงรบกวน ต้องใช้โปรเจกเตอร์หลายตัวหรือความสว่าง (lumens) สูง และอาจต้อง edge-blend เพื่อต่อภาพให้ต่อเนื่อง
เทรนด์ที่นิยมใช้
การแมปปิงบน อาคาร (Building Mapping) ยังคงใช้ในงานเปิดตัวหรือเทศกาล การแมปบน วัตถุขนาดเล็ก เช่น กล่องหรือผลิตภัณฑ์ ใช้ในบูธหรือโชว์รูม และการรวมกับ เซนเซอร์หรืออินเทอร์แอคทีฟ — ให้ภาพตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวหรือการสัมผัส — ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ข้อควรระวัง
ต้องคำนึงถึงแสงแวดล้อม (กลางแจ้ง vs ในร่ม) การเข้าถึงไฟฟ้าและตำแหน่งติดตั้งโปรเจกเตอร์ และการทดสอบก่อนวันงานจริง เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องสีหรือตำแหน่งเพี้ยน
สรุป
โปรเจกชันแมปปิงเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนพื้นผิวธรรมดาให้เป็นประสบการณ์ภาพที่จดจำได้ เมื่อเข้าใจเทคนิคพื้นฐานและวางแผนเรื่องแสง ตำแหน่ง และคอนเทนต์ จะสามารถนำไปใช้ได้ทั้งงานอีเวนต์ แบรนด์ และศิลปะ
